เอกสารนำเข้า-ส่งออกที่ต้องรู้จัก และจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้ของติดด่าน

· อ่าน 7 นาที

เอกสารนำเข้า-ส่งออกที่ต้องรู้จัก และจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้ของติดด่าน

ของติดด่านส่วนใหญ่ไม่ได้ติดเพราะผิดกฎหมาย แต่ติดเพราะตัวเลขในเอกสารสองฉบับไม่ตรงกัน

สรุปสั้น

  • เอกสารหลักมีไม่กี่ฉบับ แต่ข้อมูลต้องตรงกันทุกฉบับ
  • ใบตราส่งทางทะเลเป็นเอกสารกรรมสิทธิ์ ส่วนทางอากาศไม่ใช่
  • หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดคือตัวที่ทำให้ได้ลดอากร ผิดรูปแบบเท่ากับไม่มี
  • คำบรรยายสินค้าควรบอกว่าคืออะไรและทำจากอะไร ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น
  • สแกนเอกสารเก็บไว้เอง อย่าพึ่งไฟล์จากผู้ขายอย่างเดียว

เอกสารการค้าระหว่างประเทศไม่ได้มีเยอะอย่างที่คิด แต่ความยากอยู่ที่ ทุกฉบับต้องเล่าเรื่องเดียวกัน ถ้าน้ำหนักในใบบรรจุหีบห่อไม่ตรงกับใบตราส่ง หรือชื่อสินค้าในใบกำกับราคาไม่ตรงกับที่สำแดง เรื่องจะยาวทันที

เอกสารหลักที่ต้องมี

เอกสารใครออกใช้ทำอะไร
ใบกำกับราคาสินค้า (Commercial Invoice)ผู้ขายฐานในการคำนวณราคาศุลกากรและภาษี
ใบรายการบรรจุหีบห่อ (Packing List)ผู้ขายบอกจำนวน น้ำหนัก ขนาด ใช้ตอนตรวจของ
ใบตราส่งทางทะเล (Bill of Lading)สายเรือสัญญารับขนและเอกสารกรรมสิทธิ์
ใบตราส่งทางอากาศ (Air Waybill)สายการบินสัญญารับขน แต่ไม่ใช่เอกสารกรรมสิทธิ์
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)หน่วยงานต้นทางใช้ขอลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี
ใบอนุญาตนำเข้าหน่วยงานเจ้าของเรื่องจำเป็นสำหรับสินค้าควบคุมบางประเภท
กรมธรรม์ประกันภัยบริษัทประกันใช้เคลมเมื่อของเสียหาย และเป็นส่วนหนึ่งของราคา CIF

ใบตราส่งทางทะเลกับทางอากาศ ไม่เหมือนกัน

ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ ใบตราส่งทางทะเลเป็นเอกสารกรรมสิทธิ์ ใครถือต้นฉบับคือผู้มีสิทธิรับของ สายเรือจึงต้องเก็บคืนก่อนปล่อย

ส่วนใบตราส่งทางอากาศไม่ใช่เอกสารกรรมสิทธิ์ ของจะถูกปล่อยให้ผู้รับที่ระบุชื่อไว้ ไม่ต้องใช้ต้นฉบับมาแลก นี่คือเหตุผลว่าทำไมงานทางอากาศถึงไม่ค่อยเจอปัญหาเอกสารมาไม่ทัน

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด: ฉบับที่ประหยัดเงินได้มากที่สุด

ถ้าสินค้าเข้าเงื่อนไขของความตกลงการค้าเสรี หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดคือสิ่งที่ทำให้อัตราอากรลดลง บางพิกัดลดจากหลักสิบเปอร์เซ็นต์เหลือศูนย์

แต่เอกสารประเภทนี้เข้มเรื่องรูปแบบมาก ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้แบบฟอร์มผิดกับความตกลงที่จะใช้สิทธิ
  • ชื่อหรือที่อยู่ผู้รับไม่ตรงกับใบขนสินค้า
  • คำบรรยายสินค้าหรือพิกัดไม่ตรงกับใบกำกับราคา
  • ออกย้อนหลังโดยไม่ได้ทำเครื่องหมายตามที่กำหนด
  • ลายเซ็นหรือตราประทับไม่ตรงกับตัวอย่างที่แจ้งไว้
ให้ผู้ขายส่งไฟล์ร่างมาตรวจก่อนไปยื่นขอตัวจริงเสมอ การแก้หลังออกแล้วต้องทำเรื่องใหม่ที่ต้นทาง ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์

คำบรรยายสินค้า เขียนอย่างไรให้ผ่าน

คำบรรยายที่ดีต้องตอบได้สามข้อ: ของคืออะไร ทำจากวัสดุอะไร และใช้ทำอะไร เพราะสามข้อนี้คือสิ่งที่ใช้กำหนดพิกัดศุลกากร

เขียนแบบนี้มีปัญหาเขียนแบบนี้ดีกว่า
Spare partsStainless steel bearing housing for industrial pump
Model XJ-200Air compressor, electric, 2.2 kW, model XJ-200
Gift / SampleCotton T-shirt, printed, adult size, 10 pcs sample

คำว่า Gift หรือ Sample ไม่ได้ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ทำให้ดูน่าสงสัยและมีโอกาสโดนเปิดตรวจมากขึ้น

เช็กลิสต์ก่อนส่งเอกสารให้ตัวแทนออกของ

  • ชื่อและที่อยู่ผู้ซื้อผู้ขาย ตรงกันทุกฉบับและตรงกับทะเบียนบริษัท
  • จำนวนหีบห่อและน้ำหนักรวม ตรงกันระหว่างใบบรรจุหีบห่อกับใบตราส่ง
  • สกุลเงินและเงื่อนไขการส่งมอบ ระบุชัดในใบกำกับราคา
  • ค่าขนส่งและค่าประกัน แยกบรรทัดให้เห็น ไม่รวมอยู่ในราคาสินค้าแบบก้อนเดียว
  • เลขที่ใบกำกับราคาและวันที่ ตรงกับที่อ้างในหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด
  • เก็บไฟล์สแกนทุกฉบับไว้ที่ฝั่งเราเอง

เก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน

เอกสารการนำเข้าส่งออกต้องเก็บไว้ให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ตามที่กฎหมายกำหนด และการตรวจสอบภายหลังการตรวจปล่อยเกิดขึ้นได้หลายปีหลังของออกจากท่าไปแล้ว ระยะเวลาที่ต้องเก็บและรูปแบบที่ยอมรับได้เป็นไปตามประกาศที่ใช้บังคับอยู่ ควรยืนยันกับตัวแทนออกของหรือที่ปรึกษาด้านศุลกากรของบริษัท

#เอกสารนำเข้าส่งออก #Invoice #PackingList #BillOfLading #CertificateOfOrigin #ชิปปิ้ง

คลังความรู้

บทความที่เกี่ยวข้อง